หน้าค้นหา แสดงงานวิจัย

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ตามแนวทางการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยใช้วิธีการนิเทศแบบพี่เลี้ยงของเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรในชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่

หัวหน้าโครงการ : สมเกตุ อุทธโยธา
รูปหน้าปก

บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษตามแนวทางการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้วิธีการนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) ของเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรในชุมชน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ เป็นบุคลากรขององค์กรเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ บุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 เขต 2 และเขต 4 บุคลากรของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 บุคลากรของสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต จังหวัดเชียงใหม่ บุคลากรของภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6 โรงเรียน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ แบบบันทึกการศึกษาบริบทขององค์กรในชุมชน แบบบันทึกการประชุมชี้แจงโครงการวิจัย แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบประเมินความพึงพอใจต่อการดำเนินการวิจัย แบบบันทึกการประชุมกลุ่มย่อย และแบบบันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยการจัดประเภทหรือหมวดหมู่ สังเคราะห์ ค้นหารูปแบบ แปลความหมายและตีความข้อมูลที่ได้รวบรวมที่ได้จากการศึกษาของบุคลากรขององค์กรเครือข่ายที่ร่วมเป็นวิทยากร แล้วอธิบายและบรรยายถึงสิ่งที่ค้นพบ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ นักวิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1. ขั้นเตรียมการ (Preparing Phase) ได้แนวคิดในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในรูปแบบการเรียนรวม การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และการนิเทศแบบพี่เลี้ยง 2. ขั้นวางแผนและออกแบบ (Planning and Design Phase) 2.1)ได้ศึกษาบริบทและสำรวจลักษณะการสนับสนุนขององค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.2) ได้ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรวม CoCoOut21 Model และ 2.3) ได้กำหนดการนำกิจกรรมที่บุคลากรของเครือข่ายที่ร่วมเป็นวิทยากรนำไปจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม 3. ขั้นปฏิบัติการ (Implementation Phase) 3.1 ระยะปฏิบัติการนำแผนการปฏิบัติการลงสู่โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ระยะปฏิบัติการนำแผนการปฏิบัติการลงสู่โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง ครั้งที่ 1 ที่เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญกับบุคลากรของโรงเรียน ในลักษณะการประชุมกรณีโรงเรียนศึกษา (School Case Conference) ในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ บุคลากรของโรงเรียนได้สะท้อนมุมมองที่มีต่อการจัดการเรียนรวมให้ทีมวิทยากรได้รับทราบ ดังนี้ 1) เด็กที่มีความต้องการพิเศษในแต่ละชั้นเรียนที่จำนวนเกินเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) การคัดกรองและการส่งต่อ โรงเรียนใช้แบบคัดกรองเด็ก 9 ประเภทของกระทรวงศึกษาธิการ การส่งต่อโรงเรียนได้ประสานไปที่องค์กรที่รับการส่งต่อ โดยใช้ช่องทางคลินิกพิเศษ 3) การจัดการเรียนการสอน ครูควรใช้วิธีการสอนแบบการบูรณาการ 4) การจัดการพฤติกรรมเด็กในชั้นเรียนรวม ครูจัดการพฤติกรรมเด็กให้เหมาะสมกับพฤติกรรม และสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมนั้นๆ 5) การประเมินผลการศึกษาเด็กที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนร่วม ครูประเมินผลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) และ 6) การประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ (ก) การประสานงานความร่วมมือภายในโรงเรียน ควรมีการร่วมมือ ร่วมใจ และการทำงานร่วมกันเป็นทีมงานที่มีประสิทธิภาพ จนทำให้โรงเรียนเกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) และชุมชนแห่งการปฏิบัติ (CoP) (ข) การประสานงานกับองค์กรภายนอกโรงเรียนที่สนับสนุน ได้แก่ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ ในเขตพื้นที่ที่โรงเรียนสังกัด 3.1.2 ผลการนำแผนการปฏิบัติการลงสู่โรงเรียน ครั้งที่ 2 สามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 1) การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยยึดตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) 2) การจัดการพฤติกรรมเด็กที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนรวม ครูหาสาเหตุของพฤติกรรมนั้น ๆ แล้วจึงหาการเสริมแรงทางบวกที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน และ 3) การทำงานกับผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมีความเชื่อถือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นทีมวิทยากรมากกว่าครูของโรงเรียน 3.2 ระยะภายหลังการนำแผนการปฏิบัติการลงสู่โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง 3.2.1 ผลภายหลังการนำแผนการปฏิบัติการของทีมวิทยากร พบว่า 1) ความสอดคล้องกับการบริหารจัดการของแต่ละองค์กร และเป็นไปตามปรัชญา วิสัยทัศน์ขององค์กรในการที่ให้บริการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 2) การพัฒนาผู้เรียน และการสนับสนุนการจัดการเรียนรวม ให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการศึกษา และนิเทศเป็นพี่เลี้ยงครูในโรงเรียนตามหลักการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3) ความประทับใจในการดำเนินการวิจัยที่ได้ร่วมเป็นทีมวิทยากรและได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับทีมวิทยากรระหว่างหน่วยงาน ได้คะแนน 4.80 จากคะแนนเต็ม 5.00 4) การออกหน่วยบริการเชิงรุกถึงโรงเรียน (School Outreach Program) ได้ให้ข้อชี้แนะโรงเรียนในการดำเนินการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่เรียนรวมได้อย่างเต็มศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน และเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุนครูในสภาพจริงตามบริบทของโรงเรียน 5) ปัญหาและอุปสรรค คือเวลาของทีมผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ตรงกัน และ 6) การจัดการเรียนรวมในอนาคต การจัดการเรียนรวม CoCoOut21 Model เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรวมที่เหมาะสม 3.2.2 ผลภายหลังการนำแผนการปฏิบัติการจากบุคลากรของโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1) ด้านการบริหาร ทำให้โรงเรียนทราบถึงแนวทางในการประสานความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน รวมถึงการสร้างความเข้าใจ ความตระหนักให้ผู้ปกครอง 2) ครูได้รับความรู้ความเข้าใจการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์กับเด็ก ในการจัดการพฤติกรรมเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 3) ครูมีความพึงพอในทีมวิทยากร และรูปแบบการออกบริการเชิงรุกถึงโรงเรียน ได้คะแนน 4.42 จากคะแนนเต็ม 5.00 4) การที่ทีมสหวิชาชีพที่เข้ามาในโรงเรียนทำให้ได้เห็นบริบทที่เป็นสภาพจริงที่ชัดเจนมากกว่าการตั้งรับอยู่ในหน่วยงาน และสามารถช่วยแก้ปัญหาให้ครูได้ตรงตามปัญหา และ 5) การจัดการเรียนรวมในอนาคตควรมีการดำเนินการต่อเนื่องไป เป็นการให้โอกาสเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้รับการศึกษาตามสิทธิทางกฎหมาย และให้มีหน่วยงานที่สนับสนุนออกบริการเชิงรุกถึงโรงเรียน 4. ขั้นการประเมินผล (Evaluation Phase) ได้รูปแบบการเรียนรวมการจัดการเรียนรวมตามหลักการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) ที่เหมาะสม เป็นรูปแบบ CoCoOut21 Model

Abstract
-